ชมรมวรรณศิลป์ ชวนเพื่อนๆ มาร่วมสนุกกับโครงการ “Just Read More Points” เพียง

1. รับบัตรสะสมแต้มเมื่อยืมหนังสือครั้งแรก หรือนำบัตรเก่ามาแลกของรางวัล

2. หนังสือทุกเล่มของชมรมวรรณศิลป์ ยืมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

3. รับแต้มทุกครั้งที่นำหนังสือมาคืน

4. หนังสือ 1 เล่ม มีค่า 1 แต้ม ไม่รวมหนังสือที่ยืมต่อ

5. ครบ 8 เล่ม รับทันที “สมุดบันทึกทำมือ” และมีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลใหญ่ โดยนำบัตรสะสมแต้มมาหย่อนลงในกล่องชิงโชคท​ี่ห้องชมรมวรรณศิลป์ ชั้น 3 อ.มช. ทางเราจะทำการจับฉลากผู้โชคดีในวันที่ 24 กันยายน 2554

6. สามารถส่งบัตรสะสมแต้มชิงโชคได้ไม่จำกัดจำ​นวน (ยิ่งส่งมาก ยิ่งมีสิทธิ์มาก)

7. พิเศษ! สำหรับเพื่อนๆ ที่มาร่วมกิจกรรม 10 คนแรก รับฟรีทันที 2 แต้ม และผู้ที่พาเพื่อนมาร่วมกิจกรรม รับเพิ่มไปเลยอีก 1 แต้ม

8. สามารถสะสมแต้มได้จากการยืม-คืนหนังสือกับ​ชมรมวรรณศิลป์ ส.มช. เท่านั้น

9. รางวัลใหญ่ประกอบไปด้วย หนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์ box set, รวมหนังสือของนิ้วกลม และรวมหนังสือของทรงศีล ทิวสมบุญ

10. ผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมจะเป็นใครก็ได้​ ขอแค่มีใจรักการอ่านก็พอจ้า ^^
 
 
 
 
รายละเอียดเพิ่มเติม ติดตามได้ที่ >>> http://www.facebook.com/wannasilponline  จ้า

ประกาศเรื่องเสื้อ

posted on 03 May 2011 20:42 by wannasilpcmu-blog
 
เรียน สมาชิกทุกท่าน
 
หลังจากเราคุยกันเรื่องเสื้อจบไปแล้ว และได้ข้อสรุปว่า ปีนี้เราจะทำเสื้อช็อป สีน้ำตาลช็อกโกแล็ต ตามแบบเสื้อประมาณนี้ (โปรดดูเฉพาะแบบเสื้อ ส่วนสีก็ให้มโนเอาว่าน้ำตาลเข้มกว่านี้อีก)
 
ด้านหน้า
 
ด้านหน้า 
 
- เปลี่ยนเป็นกระเป๋าแบบนี้
 
 
 
ด้านบน พิมพ์คำว่า เล่ม ๑ ในมุมขวาบน ใช้ไหมสีขาว ปักฟอนต์ล้านนา
คำว่า "เล่ม" หมายถึงชื่อรุ่น เหมือนที่วิศวะเรียกรุ่นของตัวเองว่า "เกียร์" ส่วนความหมายของคำว่า "เล่ม" นั้น หาคำตอบได้ในค่าย
 
รูปตรงกลาง เป็นโลโก้ของชมรม ใช้ไหมปักเป็นลายเส้น ไม่มีการถมไหมสีอื่นเป็นพื้น แต่จะใช้เนื้อผ้าเป็นสีพื้นไปเลย
 
รูปแบบกระเป๋า เป็นแบบฐานสามเหลี่ยม
 
 
- เอว เป็นแบบเอวบ็อบ คือ เป็นเอวที่ตัดตรงแล้วพับชายเย็บ เอาไว้ใส่แบบไม่เอาชายเสื้อเข้าในกางเกง เพราะใส่แล้วมันจะลอยๆ อยู่ตรงรอบเอวพอดี จะใส่แบบติดกระดุมรวด หรือ ใส่ทับเสื้อสีขาวล้วนข้างในก็ได้
 
 
 
ด้านหลัง ก็จะประมาณนี้ พิเศษหน่อยตรงที่มีปักชื่อชมรมตรงไหล่ด้านขวา ตามรูป
 
 
โดยมีขนาดเสื้อให้เลือก ดังนี้
 

S  อก  38 ไหล่ 16 ยาว 25

 

M  อก 40 ไหล่ 17 ยาว 25

L   อก 42 ไหล่ 18 ยาว 25.5

XL อก 44 ไหล่ 19 ยาว 26

 
ซึ่งทางเราได้แจ้งให้ทราบไปแล้วครั้งหนึ่ง เพื่อให้ท่านที่อยู่ไกล ไม่สะดวกมาลองเสื้อด้วยตนเองได้ไปวัดตัวที่ร้านตัดเสื้อใกล้บ้าน และนำขนาดมาแจ้งแก่ทางชมรมอย่างเร็วที่สุด
 
หลายคนสงสัยและถามไถ่ถึงเสื้อไซส์ S มา เรียนให้ทราบว่าทางร้านจำกัดให้เราเลือกได้เพียง 3 ไซส์เท่านั้น เพราะเราสั่งน้อย ดังนั้น เราจะรอหยั่งเสียงก่อนว่า ระหว่างไซส์ S, M, L ไซส์ใดมีคนสั่งน้อยที่สุดก็จะถูกตัดทิ้ง ส่วนไซส์ XL นั้น ขอสงวนสิทธิ์ไว้ให้กับคนที่ตัวใหญ่ที่สุดในชมรม (คงไม่ต้องบอกว่าใคร)
 
และในครั้งนี้ อยากเรียนให้ทราบถึงเงื่อนไขการสั่งเสื้อ เพื่อกำหนดคุณลักษณะของผู้มีสิทธิ์สวมใส่ และเป็นบรรทัดฐานให้แก่รุ่นอื่นๆ ต่อไป
 
1.ผู้ที่สามารถสั่งจองและสวมใส่ ต้องเป็นทีมงานชมรมวรรณศิลป์ ส.มช. เท่านั้น
 
2.ผู้สั่งจองต้องเข้าร่วมกิจกรรมค่ายกระชับสัมพันธ์ที่ทางชมรมฯ จัดขึ้นในแต่ละปีเท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์ได้รับเสื้อ 
 
3.หากไม่สามารถเข้าร่วมค่ายดังกล่าวได้ ชมรมฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการงดเว้นไม่ให้สั่งเสื้อ และ/หรือ กรณีสั่งเสื้อไปแล้วแต่ไม่ไปเข้าร่วม ทางชมรมฯ ก็ขอสงวนสิทธิ์ในการงดมอบเสื้อให้เช่นกัน ไม่ว่าคุณจะมีเหตุผลเลิศเลอเพียงใด และชมรมฯ จะไม่คืนเงินให้ด้วย เพราะถือว่าเป็นความบกพร่องของคุณเอง อีกทั้งทำให้คนอื่นต้องเสียเวลาและเสียความรู้สึก ไม่ปรับเงินเพิ่มก็บุญเท่าไหร่แล้ว
 
4.ต้องแจ้งความจำนง ระบุขนาดเสื้อ พร้อมชำระเงินภายในระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น หากพ้นจากเวลาดังกล่าวไปแล้ว ถือว่าสละสิทธิ์ จะมาตัดพ้อหรืออุทธรณ์เอาทีหลังมิได้
 
5.การสั่งจองจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อมีการชำระเงินครบทุกบาททุกสตางค์ กรณีสั่งจองปากเปล่า หรือเขียนสั่งจองไว้แต่ไม่จ่ายเงิน หากพ้นกำหนดจ่ายเงินไปแล้ว ถือว่าเป็นโมฆะ ชมรมฯ จะทำเสื้อให้แต่เฉพาะคนที่สั่งและจ่ายเงินครบเท่านั้น จะมาตัดพ้อหรืออุทธรณ์เอาทีหลังมิได้
 
6.ชมรมฯ จะเปิดให้สั่งจองเสื้อเป็นวาระแบบรายปี ปีละครั้ง สั่งปีใดก็จะได้ของปีนั้น ไม่สามารถสั่งย้อน / ข้ามปีได้ และต้องสั่งภายในช่วงที่กำหนดเท่านั้น หากพ้นวาระที่ได้กำหนดไปแล้วถือว่าสละสิทธิ์ในปีนั้นๆ ไปเลย ต้องรอสั่งอีกครั้งในวาระต่อไป
 
7.ผู้สั่งจองต้องอ่านเงื่อนไขทั้งหมดให้ครบ และทำความเข้าใจให้ถี่ถ้วน โดยชมรมฯ จะถือว่าคุณอ่านจนเข้าใจหมดแล้วจึงกล้ามาสั่งเสื้อ ดังนั้น กรุณาตรวจสอบเงื่อนไขและรายละเอียดการสั่งของคุณอีกครั้งอย่างถ้วนถี่ หากเกิดเหตุข้อผิดพลาดอันใดซึ่งขัดกับกฎที่ตั้งไว้นี้ ชมรมฯ จะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น และคุณจะมาตัดพ้อหรืออุทธรณ์เอาทีหลังมิได้ 
 
 
 
 
สำหรับกำหนดการของปีนี้ ขอแจ้งให้ทราบและปฏิบัติตาม ดังนี้
 
การสั่งจอง : ให้แจ้งความจำนง พร้อมระบุไซส์ ผ่านเฟซบุ้กชมรม (บทที่ 2)  ภายในวันศุกร์ ที่ 6 พ.ค. 54 นี้
 
การชำระเงิน : ราคาเสื้อ 310 บาท ให้ชำระเงินให้เสร็จสิ้นภายในวันอาทิตย์ ที่ 8 พ.ค. 54 นี้
 
- กรณีสะดวกมาจ่ายด้วยตนเอง สามารถนำมาจ่ายได้ที่ฝึกฝน ประธานชมรมปี 54 (หมายเลขโทรศัพท์ 081 - 8677960) ได้ตลอดเวลา 
 
- กรณีไม่สะดวกมาจ่ายด้วยตนเอง ให้ทำการโอนเงินไปที่
 
บัญชีออมทรัพย์ ธ.กสิกรไทย สาขามหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ชื่อบัญชี: นายทินกร เสนาจิตร
เลขที่บัญชี : 557-2-00562-5
 
ภายหลังการโอนเงิน โปรดเก็บสลิป / หลักฐานการโอนเงินไว้ และโทรยืนยันการโอนเงินที่ฝึกฝน ตามเบอร์ที่ให้ไว้ข้างต้น
 
กำหนดการออกค่าย : วันที่ 31 พ.ค. - 1 มิ.ย. 54 @ อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล
 
รายละเอียดเกี่ยวกับค่าย ทั้งเรื่องที่พัก การเดินทาง ค่าใช้จ่าย และอื่นๆ จะแจ้งให้ทราบในการประชุมครั้งหน้า
 
 
 
จึงขอประกาศมาให้ทราบโดยทั่วกัน
 
ชมรมวรรณศิลป์ ส.มช.
 
 
 

วรรณศิลป์รามา ชวนชม American Beauty

posted on 12 Jan 2011 02:03 by wannasilpcmu-blog
 
 
 
 
 
 
 
 
มากันเยอะๆ นะจ๊ะ  Cool
 
 

 

โครงการปันสุขให้น้อง เป็นโครงการที่จัดขึ้นปีนี้เป็นปีแรก โดยนักศึกษาชมรมวรรณศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อช่วยเหลือน้องๆ ที่ด้อยโอกาสในเขตทุรกันดารและชนบทห่างไกล โดยจะจัดออกมาในรูปแบบกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ ส่งเสริมการเรียนรู้ ร่วมกับการบริจาคสิ่งของที่เด็กขาดแคลนและจำเป็นต้องใช้ อาทิ เครื่องเขียน ของเล่น อุปกรณ์กีฬา ยารักษาโรค หรือชุดนักเรียน เพื่อให้เด็กได้รับโอกาสในการเรียนรู้ ฝึกการร่วมกิจกรรมกับผู้อื่น มีสุขภาพที่ดี ทั้งยังปลูกฝังจิตสำนึกในการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้แก่เด็กและผู้เข้าร่วมโครงการอีกด้วย  

โดยในครั้งแรกนี้ ทางชมรมฯ ได้เลือกโรงเรียนบ้านแม่ละ โรงเรียนเล็กๆ ซึ่งตั้งอยู่บนยอดดอยสูงในเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นสถานที่จัดกิจกรรม โดยน้องๆ ที่นี่ไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีชุดนักเรียนใส่ ไม่มีแม้กระทั่งรองเท้าใส่ไปโรงเรียน แต่ทุกคนก็พยายามมาโรงเรียนกันทุกวัน คุณครูบอกว่าเด็กๆ ขาดแคลนอุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา ของเล่น และยารักษาโรค เพราะทั้งหมู่บ้านมีเพียงยาสามัญประจำบ้านอยู่กล่องเดียว การเดินทางไปหมู่บ้านเป็นเรื่องยากลำบากมาก เพราะอยู่ไกลและถนนยังเป็นทางลูกรังเลียบไหล่ดอย ซึ่งทั้งโค้งและสูงชันตลอดเส้นทาง ทำให้หมู่บ้านแทบจะถูกตัดขาดจากโลกภายนอก

ทางชมรมฯ จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกันบริจาคสิ่งของตามรายการข้างต้น เพื่อนำไปมอบให้กับน้องๆ ที่ด้อยโอกาสในโครงการปันสุขให้น้อง โดยท่านสามารถร่วมบริจาคได้  3 ช่องทาง ดังต่อไปนี้

1.       นำสิ่งของมาบริจาคด้วยตัวท่านเอง ที่ชมรมวรรณศิลป์ ชั้น 3 ตึก อ.มช. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ทุกวัน จนถึงวันที่ 14 มกราคม 2554 เวลาหกโมงเย็น (ก่อนออกเดินทาง)

2.       จัดส่งสิ่งของมาทางไปรษณีย์ ได้ที่ คุณสุธิษา เทียนกันเทศ ห้อง 308 บ้านบุญญรัตน์ เลขที่ 1 ซ.เชียงคำ ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่  50200 (ระบบคัดกรองไปรษณีย์ในมหาวิทยาลัยมีความล่าช้า จึงจำเป็นต้องให้ส่งมาทางที่อยู่ปัจจุบันแทน รบกวนเขียนชื่อ + ที่อยู่ผู้ส่ง และตรวจสอบวันที่พัสดุมาถึงปลายทาง ไม่ให้เกินวันศุกร์ ที่ 14 มกราคม 2554)

3.       บริจาคเงินสนับสนุนให้กับโครงการ โดยโอนเงินมาได้ที่

บัญชีออมทรัพย์ ธ.กสิกรไทย สาขามหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ชื่อบัญชี: นายทินกร เสนาจิตร
เลขที่บัญชี : 557-2-00562-5

ภายหลังการโอนเงิน ให้ท่านแจ้งจำนวนเงิน, วัน - เวลาที่ท่านโอน พร้อมกับที่อยู่ของท่านมาทางอีเมล์ wannasilpcmu@gmail.com เมื่อเราตรวจสอบแล้ว เราจะจัดส่งของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเป็นการขอบพระคุณไปให้ทุกท่าน ทันที

ทั้งนี้ เงินที่ได้จากโครงการนี้ทั้งหมด จะถูกนำไปจัดซื้อสิ่งของที่ขาดแคลนเพื่อมอบให้กับเด็ก โดยไม่หักค่าใช้จ่าย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 085 – 7098326 ( แม็ก ) ตลอด 24 ชั่วโมง

หรือติดตามความเคลื่อนไหวของโครงการนี้ได้ที่ โครงการปันสุขให้น้อง

 
 

HITMAN โคตรเพชฌฆาต 47 : เส้นบาง ๆ ระหว่างความถูกต้อง

โดย TooTked

หมายเหตุ บทความนี้ได้เปิดเผยเนื้อหาส่วนใหญ่ของเรื่อง ท่านที่ไม่ต้องการรับชม โปรดเปิดไปหน้าอื่น

 

            คุณ...ฉันคงต้องถามคุณว่า ถ้าคุณถูกเลี้ยงดูมาจากองค์กรผลิตนักฆ่า ถูกสอนเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับการฆ่า แล้วหากเกิดวันหนึ่งคุณอยากเป็นคนดีที่จำเป็นต้องฆ่า คุณจะตัดสินใจยังไง

            พระเอกเรื่องนี้เป็นอย่างนั้น เขาอยากเป็นคนดี คุณคงพอเดาออกใช่ไหมเพราะสาเหตุอะไร ความรัก...ใช่! คำนี้คำเดียวที่ล้วนเป็นแรงขับเคลื่อนอะไรต่าง ๆ มากมาย เพราะความรักเขาจึงอยากเป็นคนดี และเพราะคำ ๆ นี้อีกเช่นกันที่เขาจำเป็นต้องฆ่า ฟังดูแล้วคุณอาจสับสน แต่ขอเวลาให้ฉันได้เล่าอะไรบางอย่างให้คุณฟังเสียก่อน...ดีไหม

            47 คือชื่อของเขา แน่นอนมันเป็นตัวเลข ชื่อของเขาคือตัวเลข และขอบอกให้คุณรู้ว่าเด็กทุกคนที่ถูกเลี้ยงดูมาจากองค์กรนี้ล้วนมีชื่อ (หรือรหัส) เป็นตัวเลขทั้งนั้น และอย่าหวังว่าใครจะจำเลขตัวเองผิด เพราะทุกคนโดนชายชราที่ใส่เสื้อผ้าเหมือนบาทหลวงสักบาร์โค้ดไว้ที่ศีรษะด้านหลังกันทั้งนั้น คุณอาจถามว่าในโลกความเป็นจริงถ้าเขาไม่มีชื่อจะอยู่ได้อย่างไร ไม่แปลกประหลาดเกินไปหรอกหรือ ฉันคงต้องตอบคุณว่า นักฆ่า...ถ้ากลายเป็นจุดเด่นจะฆ่าคนได้อย่างไร แน่นอนเขามีชื่อปลอมไว้จองโรงแรม เปิดบัญชีธนาคาร และทำธุรกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย อีเรดอฟเกฟ ฮิทแมน คือชื่อปลอมของเขา

            เขาทำการฆ่าคน หลายสิบประเทศ หลายสิบภารกิจ แต่นั่นเป็นหน้าที่ เขาได้รับมอบหมายและไม่เคยทำพลาด เมื่อมีผู้ร้ายก็ต้องมีตำรวจใช่ไหมคุณ ตำรวจผิวขาววัยกลางคนพร้อมกับผู้ช่วยผิวดำ ตามล่าเขาอย่างไม่ลดละ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่เคยเห็นแม้แต่หน้าของผู้ร้ายคนนี้ได้แม้แต่ครั้งเดียว ฉันขอนับถือความเอาตัวรอดของเขา เพราะแม้แต่ตำรวจยังไม่รู้เลยว่าคนที่ตัวเองตามจับมาเสียเนิ่นนานนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร ภารกิจต่อไปของเขาคือประธานาธิบดีของรัสเซีย เขาวางแผนอย่างดีและลงมืออย่างมั่นใจ แต่แล้วก็ได้รับแจ้งจากหน่วยงานว่า มีผู้เห็นเหตุการณ์ที่เขาฆ่าคน สิ่งนี้ทำให้เขาต้องกลับไปจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย แต่ยังไม่ทันได้จัดการเธอคนนั้น เขาก็เกือบโดนกระสุนของนักฆ่าคนอื่น ทำให้เขาต้องกลับไปโรงแรมเพื่อสอบถามรายละเอียด และความเลวร้ายอย่างถึงที่สุดได้มาเยือน หน่วยงานแจ้งว่าภารกิจล้มเหลว เนื่องด้วยประธานาธิบดียังมีชีวิตอยู่ เขาแปลกประหลาดใจอย่างมาก ฉันว่าก็ควรเป็นอย่างนั้น มีอย่างหรือกระสุนวิ่งเข้าไปในจมูกทะลุสมอง น้ำสีแดงข้นกระเซ็นใส่บอดี้การ์ดเสียจนเสื้อและใบหน้าเปื้อนเลือดเต็มไปหมด แต่คนโดนยิงยังมีชีวิตรอดแถมยังมีผู้เห็นเหตุการณ์อีก เรื่องมันชักชวนสงสัยว่าไหมคุณ

            เมื่อสงสัยย่อมต้องตามไปหาคำตอบ และแล้วเขาก็ได้พบเธอ หญิงผู้ที่สำนักงานอ้างว่าเห็นเหตุการณ์ เขารู้จนได้ว่าเขายิงถูกคน แต่คนที่รอดคือตัวปลอมที่ทำศัลยกรรมเหมือนตัวจริง เขากำลังจะเหนี่ยวไกปืนเพื่อฆ่าเธอ รอยสักรูปมังกรที่โหนกแก้มข้างซ้ายนั้นได้หยุดนิ้วมือที่กำลังจะลั่นไกปืนไว้ เธอมีรอยสัก เขาพาลนึกถึงรอยสักที่ศีรษะด้านหลังของเขาเอง ฉันขอเดาเอาเองว่าพระเอกของเรารู้สึกว่าเขาและเธอมีจุดร่วมเดียวกัน คือ ความเจ็บปวดจากที่มาของรอยสักนั้น และแล้วเขาก็ไม่ได้ฆ่าเธอ นอกจากไม่ฆ่าแล้วยังหอบเธอไปไหนต่อไหนอีกด้วย คุณคงเริ่มแปลกใจใช่ไหมว่าเพราะอะไร ฉันขอเดาอีกครั้งว่าไม่ใช่แค่เขาสะดุดใจกับรอยสัก แต่เพราะเขาเริ่มมีความรู้สึกแปลกประหลาดให้กับเธอ ความรักไงคุณ...รักแรกพบ

            ทุกอย่างได้จบลง เขาฆ่าตัวปลอมสำเร็จ เธอได้แยกจากเขาไปโดยมีคำสัญญาจากเขาว่าจะตามหาเธอให้เจอติดตามไปด้วย แต่ตำรวจที่ตามล่ายังไม่อาจจบคดีได้ และเพราะอย่างนั้นเขาจึงจำเป็นต้องบุกไปถึงบ้านตำรวจผิวขาวเพื่อถามคำถามที่คนธรรมดาอย่างคุณและฉันคงคิดไม่ถึง เขาถามตำรวจคนนั้นในความมืดของบ้านโดยมีแสงไฟสลัวจากโคมไฟเล็ก รูปถ่ายครอบครัวอยู่ในมือ ศพเพื่อนร่วมองค์กรบนพื้น และตำรวจคนนั้นนั่งอยู่ตรงหน้า พระเอกของเราเอ่ยด้วยเสียงเหี้ยมเกรียมและใบหน้านิ่งเฉยว่า “คนดีตัดสินใจยังไงที่ต้องฆ่า” คุณคิดเหมือนฉันไหมว่ามันฟังดูแปลกประหลาดสำหรับคนที่ไม่เคยฆ่าใครอย่างเรา ๆ เป็นคำถามง่าย ๆ ที่ฉันคิดว่าตอบยากเสียเหลือเกิน ยากอย่างไรน่ะหรือ ในเมื่อสารวัตรของเราเป็นคนดี (หรือคุณจะเรียกว่าเป็นตัวแทนของฝ่ายดีก็ได้) แต่สารวัตรของเราก็ฆ่าคนมาแล้ว พระเอกของเราเองก็ฆ่าคนเหมือนกัน แต่ทำไมเหตุการณ์และผลของการกระทำนั้นต่างกันเหลือเกิน ต่างตรงที่เขาเป็นฝ่ายเดียวที่ถูกตราหน้าว่าเป็นคนเลวเพราะฆ่าคนอื่น

            “ถ้ามีคนที่ตั้งใจทำร้ายฉันหรือครอบครัวของฉัน ฉันจะทำทุกวิถีทางที่จะเก็บมันให้ได้ แต่นอกเหนือจากนั้น...มันก็ตอบยาก”

            ฉันเห็นด้วยอย่างเหลือเกินกับคำตอบนี้ สิ่งที่แบ่งแยกความดีและความเลวออกจากกันอาจไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นความรู้สึกของแต่ละคน เพราะฉันคิดว่าสิ่งที่คนชอบบอกว่าถูกต้องนั้น จริง ๆ แล้วมันถูกต้องสำหรับใคร? คุณอย่างเพิ่งว่าฉันว่าเป็นคนไร้ศีลธรรมจรรยา ฉันแค่อยากให้คุณลองมองอะไรในมุมกว้างบ้าง มุมที่เราอาจมองข้ามเสมอมา...เหมือนในเรื่องนี้...เหมือนเหตุการณ์และคำถามข้างบน

            พระเอกของเราได้รับคำตอบที่พึงพอใจก็ปล่อยให้สารวัตรและลูกรอดชีวิต พร้อมกับให้ศพไว้โดยกำชับว่าให้เรื่องทุกอย่างจบ และคิดเสียว่าศพนั้นคือเขา แล้วคุณคิดว่าสารวัตรจะทำยังไง คำตอบย่อมแน่นอน มีหรือที่สารวัตรจะยอมให้ลูกที่เขารักตายเพราะไม่ยอมรับศพปลอมๆ นี้ ฉันว่าคนเราก็มีพื้นฐานความรู้สึกบางอย่างเหมือนกันตรงที่ว่า เราสามารถเบี่ยงเบนหรือปิดบังความจริงเพื่อความรักได้ (การรักตัวเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นนะ) ใช่ ความรัก คนที่รัก คำๆ เดิมที่คุณฟังมาตั้งแต่แรกนั่นแหละ

            เรื่องนี้จะจบยังไง คุณอาจถามฉัน ฉันคงต้องแอบกระซิบคำตอบแก่คุณว่า พระเอกของเราตามหาเธอคนนั้นจนเจอ (แน่นอนเรื่องหาคนแค่นี้นักฆ่ามือโปรอย่างเขาจะพลาดได้อย่างไร) แต่เธอไม่ได้เจอเขาหรอกนะ ถึงอย่างนั้นเธอก็รู้ว่าเขาอยู่ไม่ไกลเพราะได้รับของขวัญพิเศษสุดจากเขา เขามองเธอ...ผู้หญิงที่รัก จากยอดตึกสูงและหันกลับไปมองเพื่อนร่วมองค์กรอีกคนที่ร่างแนบสนิทกับพื้น คุณอย่าเดาเลยว่าหลังจากนั้นมีอะไรต่ออีก เพราะคำกระซิบของฉันมันจะจบลงตรงที่ว่า เขากำลังทำตัวเป็นคนดีอย่างที่สารวัตรบอกน่ะสิ...ถามได้

 

 

 

บันทึกการเดินทางของนักเขียนฝึกหัด

โดย ทินกร เสนาจิตร

ตีพิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร U-challenge ฉบับที่ 51 ปีที่ 5 มกราคม 2554

 

2 ธ.ค. 2553

                พวกเราโดนยกเลิกสถานที่ก่อนเวลาออกค่าย 24 ชั่วโมง!

                หญิงสาวร่างเล็กผู้สวมตำแหน่งประธานชมรมวรรณศิลป์เดินมาบอกผมด้วยน้ำตาคลอเบ้า เธอพยายามสะกดเสียงสะอื้นแต่ก็มิวายเล็ดลอดผ่านลำคอออกมาพร้อมกับน้ำเสียงสั่นเครือ ทุกคนในห้องนิ่งเงียบราวกับถูกหยุดลมหายใจ ผมมองดูข้าวของกองพะเนินเทินทึกที่วางระเกะระกะเต็มห้องชมรม กว่า 8 สัปดาห์ที่เราช่วยกันเตรียมงาน ทั้งระดมสมองและลงทุนเดินทางไปสำรวจสถานที่ซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อให้แน่ใจว่าค่ายที่ทุกคนจะลงมือทำร่วมกันในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้จะออกมาดีที่สุด

                “ยังอยากทำค่ายกันอยู่ไหม?” ผมเอ่ยถามเสียงเรียบ

                ทุกคนพยักหน้า นัยน์ตาเปล่งประกายความหวัง

                ผมชำเลืองดูนาฬิกาบนข้อมือซ้าย หน้าปัดบอกเวลาเกือบห้าโมงเย็น

                ยังพอมีเวลา

 

3 ธ.ค. 2553

                รถหกล้อจากมูลนิธิโครงการหลวงเคลื่อนตัวออกจากอาคารกิจกรรมนักศึกษาในเวลาเกือบหนึ่งทุ่มตามกำหนดการที่วางเอาไว้ จุดหมายปลายทางถูกปรับเปลี่ยนใหม่เป็นรีสอร์ทเงียบสงบบริเวณเขตติดต่อเชียงใหม่ – ลำพูน วันอันแสนวุ่นวายได้ผ่านพ้นไปแล้ว สต๊าฟทุกคนดูผ่อนคลายกว่าเมื่อวานนี้มาก รถวิ่งไปบนถนนเลี่ยงเมืองที่ทอดตัวยาวอย่างเดียวดายในความมืด ด้านซ้ายคือบ้านเรือนตัดสลับกับทุ่งนา ด้านบนคือท้องฟ้าสีดำกว้างสุดกว้าง คืนนี้เป็นคืนข้างแรม รถคันใหญ่พาเราแล่นเลียบเลาะคันคลองชลประทานไป คล้ายกับกำลังวิ่งไล่ตามดวงดาว

                เพียงสองชั่วโมง เราก็เดินทางมาถึง

                แม้จะเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทาง แต่ทุกคนก็ยังช่วยกันหอบหิ้วข้าวของลงจากรถเอาไปวางรวมกันในห้องประชุมคนละไม้คนละมือ เสียงกลองทอมเริ่มรัวจังหวะดังขึ้น ปลุกทุกคนให้หายจากความงัวเงีย บรรยากาศเริ่มคึกคัก สต๊าฟและลูกค่ายถูกเสียงเพลงกระชับพื้นที่

                ค่ายปลายฝนต้นฝัน’53 เริ่มต้นขึ้นแล้ว

 

4 ธ.ค. 2553

                เราผ่านคืนแรกด้วยความสนุกสนานเฮฮา และตื่นขึ้นมาทักทายไอหมอกหนาวตั้งแต่เช้ามืด พากันนั่งล้อมวงจัดการกับต้มจืดควันฉุยก่อนจะไปพบกับการบรรยายเรื่องสั้น โดย อนุสรณ์ ศรีคำขวัญ ในตอนสายของวันนี้ ลูกค่ายทุกคนต่างเตรียมพร้อมและดูตื่นเต้นกับการฝึกเขียนอย่างจริงจัง ซึ่งหลายคนบอกว่าเป็นครั้งแรกในชีวิต ว่าแล้ววิทยากรของเราก็ไม่รอช้าลงมือลากเส้นผ่านจุด 9 จุด อธิบายเกี่ยวกับการติดกรอบของการพยายามคิดนอกกรอบ จากนั้นก็ตามด้วยสไลด์ที่จัดเตรียมมาเป็นอย่างดี ก่อนจะปิดท้ายด้วยการมอบโจทย์ “เรื่องประทับใจ” ให้กับน้องๆ ไปเขียนเป็นเรื่องสั้นมาส่ง

                ช่วงบ่าย ได้เวลาปล่อยตัวปล่อยใจไปกับบทกวี กิติคุณ คัมภิรานนท์ วิทยากรเสียงหล่อพกบทกวี “โลกาภิรมย์” มาขับกล่อมให้ชาวค่ายได้เคลิบเคลิ้ม ก่อนจะพาทุกคนไปรู้จักกับการเขียนบทกวีด้วยสไลด์ที่ทำขึ้นมาเพื่อแข่งกับวิทยากรท่านแรกโดยเฉพาะ เสร็จแล้วจึงปล่อยให้น้องแยกย้ายหามุมโปรดบริเวณค่ายนั่งเขียนบทกวีมาส่งคนละ 1 บท

                ตกเย็นเป็นเวลาคอมเมนต์เรื่องสั้น ทุกคนต่างตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อ ขณะที่วิทยากรเองก็ตั้งใจอ่านงานอย่างเต็มที่เช่นเดียวกัน ภายหลังคอมเมนต์จบ หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า

                การเขียนไม่ได้ยากอย่างที่คิด

 

5 ธ.ค. 2553

                และแล้วก็มาถึงคิวของสารคดี

                ศรัทธา ลาภวัฒนเจริญ นักเขียนสารคดีมือรางวัลงัดเอาภาพถ่ายสวยๆ มาบรรยายประกอบการสอนเรื่องสารคดี ทำเอาลูกค่ายตะลึงงันราวกับถูกสะกดจิตและซึมซับเอาวิธีการเขียนสารคดีเข้าไปโดยไม่รู้ตัว ก่อนจบด้วยการให้เขียนสารคดีเกี่ยวกับการเข้าค่ายครั้งนี้ด้วยมุมมองส่วนตัว ซึ่งแต่ละคนก็โชว์ผลงานออกมาได้ดีเกินคาด

                ไฮไลต์ของวันนี้อยู่ที่กิจกรรม Walk Rally ตอนกลางคืน น้องๆ จะถูกแบ่งกลุ่มเพื่อเดินเวียนให้ครบทั้งหมด 4 ฐาน หลังจากทำภารกิจของทุกฐานเสร็จสิ้น ทุกกลุ่มก็จะมารวมตัวกลางทุ่งโล่งเพื่อปลูกต้นไม้ร่วมกัน ต้นไม้ที่ว่าเป็นต้นไม้ชนิดพิเศษหาไม่ได้ทั่วไป เมล็ดพันธุ์งอกขึ้นมาจากความรัก เติบโตขึ้นด้วยความหวัง และยังให้แรงบันดาลใจแทนออกซิเจน

                พวกเราเรียกมันว่า “ต้นฝัน”

 

6 ธ.ค. 2553

                เผลอแป๊บเดียวก็มาถึงวันสุดท้ายเสียแล้ว

                เราทุกคนเก็บข้าวของออกจากห้องพักตั้งแต่เช้าตรู่ นำกระเป๋าไปวางกองรวมกันที่บริเวณด้านในห้องประชุมเหมือนวันแรกที่เรามา สามวันกับอีกสามคืน แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่กระนั้นก็ทำให้คนแปลกหน้าทั้งสามสิบกว่าชีวิตกลายมาเป็นเพื่อนและสนิทกันอย่างไม่น่าเชื่อ เราต่างเขียนโปสการ์ดบอกเล่าความในใจส่งถึงคนสำคัญ และเขียนจดหมายจ่าหน้าซองถึงตัวเองในอนาคต พร้อมๆ กับสัญญาว่าจะเปิดอ่านเมื่อถึงเวลาที่กำหนดไว้ตรงด้านหลังมุมซองจดหมาย

                จดหมายบางฉบับอาจถูกเปิดในเร็ววันนี้ ขณะที่อีกหลายฉบับอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะถูกเปิดอ่าน คงคล้ายกับชีวิตของแต่ละคนที่อาจต้องใช้เวลาสั้นบ้าง ยาวบ้าง กว่าจะเดินทางไปถึงจุดหมายของตนเอง ระหว่างนั้นสิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือต้องรอและอดทน

                รถเคลื่อนตัวออกจากรีสอร์ท บ่ายหน้าเข้าสู่จังหวัดเชียงใหม่บนถนนเส้นเดิมที่เราเคยผ่านมา ผมเหม่อมองดวงอาทิตย์สีส้มค่อยๆ หย่อนตัวเชื่องช้าลงระหว่างทิวเขา ก้อนเมฆลอยตัวเอื่อยเฉื่อย ท้องฟ้าระบายด้วยสีชมพูระเรื่อ ผมนึกขอบคุณทุกคนที่ช่วยกันทำให้ค่ายนี้ผ่านไปได้ด้วยดี และหวังว่าแต่ละคนจะลงมือขีดเขียนเส้นทางและดูแลต้นฝันของตนเอง ไม่ให้เหี่ยวเฉาไปก่อนกาลเวลา

                แสงสุดท้ายลับหายไปจากขอบฟ้า ผมปิดเปลือกตาลง พร้อมกับภาวนาให้ทุกความฝันเป็นจริง

                                                               

 

               

 
หลังจากผ่านการคัดเลือกใบสมัครนับพันใบ (เวอร์ไหม) เราก็ได้รายชื่อของผู้โชคดีที่ได้ไปค่ายกับเรา
เอาล่ะ อย่ารอช้า สูดหายใจลึกลึก แล้วไปดูกันเลย!
 
 
กอใจ อุ่ยวัฒนพงษ์
สายทอง แสนปัญญา
ศิลป์ศรุต ศรีชู
รุ้งตะวัน เลิศพฤกษ์พนา
พุธิตา มาละแซม
สิริอนันต์ รอดทุ่ง
จิตพิสุทธิ์ มีธรรม
พจนันท์ กุลกิตติโกวิท
วิวัฒนา เฉลิมชัย
พิชชานันท์ ศิริวรรณ
พิชญา มาละแซม
ปัทมพร ค้าไม้
ภัทรดา ฤทธิ์แตง
วันวิสาข์ นาสิงห์
ชุติมา ไวเปีย
ธนาภรณ์ นันตสุคนธ์
ชนิดาภา เชื้อพูล
พิชญ์สินี ทองนุ่น
อรวรรณ พนมไพร
ภิรมย์ยา เห-รา
พลอยไพลิน ขำในเมือง
นรินทร์ นำเจริญ
สุทธาทิพ วัชรโชติ
สมปรารถนา สุขใจ
กานต์กมล บุญหวา
ยิ่งยศ กันทาแจ่ม
ธีรดา กาญจรัตน์
ภูริชญา สุทธิไส
เนตรนภา กลิ่นสังข์
ศิรดา อาจสมัย

*สำรอง
กมลชนก กัลยา
ปุณญดา เสนศักดิ์
 
 
 
ขอให้ผู้ที่มีรายชื่อทั้งหมดนี้ ตรวจสอบความถูกต้องของรายชื่อ

และเข้าร่วมปฐมนิเทศค่าย ในวันพุธ ที่ 1 ธันวาคม นี้

ณ ห้องชมรมวรรณศิลป์ เวลา 6 โมงเย็น นะจ๊ะ   Cool
 
 
 
 

 
หนาวนี้ หลายคนคงปล่อยความฝันให้ลอยฟุ้งไปกับลมหนาวและสายหมอก
 
บ้างกระโดดเก็บคว้าไว้ได้ บ้างก็ทอดตามองดูมันลอยหายไปเฉยๆ
 
เอาล่ะ อย่ากระนั้นเลย มาร่วมทำความฝันให้เป็นจริงกับค่ายนักเขียนของเราดีกว่า !  Cool
 
 
 
 
 
 
 
วิธีการสมัคร
 
1. Save ไฟล์ใบสมัครด้านบน (คลิกขวา --> save as)
 
2. Print ใบสมัครลงบนกระดาษ A4 กรอกให้ครบทุกช่อง แล้วนำมาส่งที่ห้องชมรมวรรณศิลป์ ชั้น 3 ตึก อ.มช. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2553
 
3. กรณีอยู่ต่างจังหวัด ให้ติดต่อมาคุยกันที่เบอร์ 080 - 4983945 (พี่ไผ่)
 
 
 
แล้วเจอกันในค่ายนะจ๊ะ  (^_^)//
 
 
 
 

หัวนมชูชัน

posted on 25 Sep 2010 00:02 by wannasilpcmu-blog

 

 

 

ส่งผลงานได้ที่ facebook ชมรมวรรณศิลป์ นะจ๊ะ Embarassed

 

 

 

คอลัมน์นี้เรายกให้คุณ!

ทำนิตยสารมา 10 ปี วันนี้ a day ขอชวนผู้อ่านมาเป็นคอลัมนิสต์

ถ้าสนใจ เตรียมสิ่งเหล่านี้ให้พร้อม


1.ชื่อคอลัมน์พร้อมคอนเซปต์ที่แปลกใหม่ น่าสนใจ และเหมาะกับ a day


2.หัวข้อที่คิดว่าจะเขียน จำนวน 6 ตอน


3.ตัวอย่างคอลัมน์ 2 ตอน ความยาวไม่เกิน 1 หน้าครึ่ง หรือไม่เกิน 3 หน้า A4 ขนาด 14 pt. ถ้ามีภาพประกอบก็แนบมาด้วย


4.เขียนแนะนำตัวเองสั้นๆ พร้อมเบอร์โทรศัพท์


ส่งทั้งหมดมาที่ aday@daypoets.com ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2553


ไอเดียไหนเด็ดสุด เตรียมเปิดตัวคอลัมน์ใหม่ในฉบับธันวาคม 2553

 

และเตรียมพบกับคอลัมน์เซ็ตใหม่ใน a day ฉบับพฤศจิกายนนี้

 

ที่มา : http://www.daypoets.com/aday2/?p=1617